Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Uncategorized’ Category

When I turned 50 I begin to realize that I cannot tell people what to believe or what to do. I look back and feel humble in the face of all the mistakes I’ve made and regrets that I’ve accumulated. But that’s not the end of the struggle. In the past 3 years I’ve experienced what I call spiritual desolation. I’ve made numerous heart felt petitions to God, those prayers that came from the depth of my soul. And again and again and again the answers never came. Opportunities passed right before me. I remember nights of pleading with God, pleading to the point where I just could not find words to speak. Pleading in exhaustion. And the lack of answers just passed right before me. I learn something within this period of spiritual isolation. Perhaps God does not solve your problems, remove the obstacles, fix the issues. Perhaps problems and issues remain and we just have to try our best to face the problems and be willing to face consequences. And the question remain, where is God in all these?

I’ve come to believe that there are those random moments in our lives where we sense that there’s something infinite, it is feeling of how small we are and yet we are a part of this Infinite Being from which we draw a deep sense of meaning. And we do not really know where our lives will lead. We do not know how God really works. But in those random moments, we know that we are a part of something infinite.

There is a second movement to this journey for me. How do we know that God is here when we face disappointments, and regrets, and our frailty as human beings, and when nothing is going the way we hope, and we are tired? We know that God is here when in the midst of these troubling events and struggles and mistakes we long to be an instrument of God’s love. In the midst of our pain, we complain to God, we beg God for answer, we request, we negotiate, we get upset, and there we are on our knees pleading with God to be an instrument of love.

Read Full Post »

ปัญญาจารย์ 9:10

10 มือของเจ้าจับทำการงานอะไร จงกระทำการนั้นด้วยเต็มกำลังของเจ้า เพราะว่าในแดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้น ไม่มีการงานหรือแนวความคิด หรือความรู้ หรือสติปัญญา

เรื่องของโต๊ะ

ในสมัยเป็นเด็กๆมี ทีมตลกรุ่นแรกมาออกรายการ
มีชายสองคนใส่ชุดจีนนั้งอยู่ที่โต๊ะ
ชายคนแรกถามชายที่นั้งอีกข้าง
ลื้อชื่อะไร
ชายคนที่สองตอบ
อั่วนะชื่อตังโต๊ะ
ทำไมลื้อชื่อตั่งโค๊ะ
ก็เพราะอั่วเอาโต๊ะมาตั้ง
มันเป็นตรรกที่แปลกๆ

ตอนเรียนปรัชญา นักปรัชญาชอบถาม
เรารู้ได้ยังไงว่าโต๊ะนี้มีจริง

ผมก็ถามเพราะผมชอบปรัชญา
หลายปีที่ผมถาม
โต๊ะ เรารู้ได้ไง ว่ามันคือโต๊ะ
อะไรทำให้โต๊ะเป็นโต๊ะ

วันหนึ่งผมไปซื้อโต๊ะ
มันทำด้วยไม้เนื้อแข็ง หนาหนึ่งนิ้ว ขาเหล็กสีดำ
มันทน มันเท่ห์
มันตั้งที่ห้องครัวเปิด
บรรเจิดด้วยทิวทัศษ์ เขียวอราม

แต่วันหนึ่งพี่มาเห็นโต๊ะ บอกว่าสวยดี
อยากได้แบบนี่เลย
ชวนไปซื้อโต๊ะ

ผมเลยพาไปบ้านถวาย
เราก็เดินเข้าไปร้านขายโต๊ะ
คนขายเป็นชายอายุห้าสิบต้นๆ
เขาไม่เห็นว่าเรามา

เพราะเขาทุ่มเทกับการออกแบบโต๊ะ
พอรู้ตัวอีกทีเห็นผมกับพี่ยื่นอยู่

เขาบอกว่า
โต๊ะมันไม่เป็นเพียงโต๊ะ
ความหมายของโต๊ะอยู่ที่ความสัมพันธ์กับคนที่ใช้โต๊ะ
ผมฟังแล้วชอบใจมาก

เหมือนเอานักปรัชญาอัตถิภาวะนิยมมาทำโต๊ะ

เขาเคยเป็นเจ้าของ Resort แห่งหนึ่ง
แต่ประสบกับ mid life crisis
ฉันคือใคร ใครคือฉัน
ฉันไม่รู้ ฉันตอบไม่ได้
ฉันถามพระภิกษุๆ กลืนนำลาย
ฉันหรือ ฉันคือมื้อเช้าและมื้อเพล
เขาเลนต้องหา

เขาเริ่มซึมเศร้า เขาออกค้นหา
จนในที่สุดเขาค้นพบว่า
เขาเป็นศิลปินเป็นนักออกแบบโต็ะและเก้าอี้
โต๊ะทุกตัวมีเอกลักษณ์ มีชื่อ
เขาเป็นศิลปินที่ทำงานด้วยใจ
ไม่ได้ผลิตสินค้าเพื่อหารายได้
แต่ถ้าได้ก็ดี

เขาศูนย์เสียหลายอย่างในช่วงวิกฤติ
แต่ที่เขาได้คืนมาคือใจ

ผมมองดูโต๊ะผม
ทำไมโต๊ะผมไม่มีเรื่องเหมือนโต๊ะของพี่
ผมอยากได้โต๊ะที่มีเรือง
มันมีความหมาย

ผมมีมอไซฮอนด้า AX1  ปี 92
อาจารย์อธิคมบอกผมว่า
มันดูๆไม่ครบนะ มาลองคันใหม่ไหม
ผมก็อยากมาก

แต่คันที่ผมมี มันมีเรื่อง
เพราะเจ้าของเป็นชาวอังกฤษ
ซื้อมามื่อสอง
แล้วขับจากพะเยาไปถึง Shangrila
ซึ่งเป็นประตูสู่ธิเบส มีความสูงที่ 10000 ฟุต
มันเป็นมอไซที่ได้สัมผัสกับสัจจธรรม

Google Map ตอบว่า Can’t find a way there

มันมีเรื่อง

ผมมีกางเกงสีนำเงินเก่าๆตัวหนึ่ง
ซื้อมาจากตลาด 250 บาท แต่มันใส่สบายมาก
และก็จะมีรอยขาดที่หัวเขาเล็กๆ
ไม่สังเกตุก็ไม่เห็น

แต่ชอบใส่เพราะมันมีเรื่อง
เพราะวันหนึ่ขนาดขี่มอไซวิบาก 250
บิดซิ่งเพราะรีบขณะที่จะออก
จาก Big C มีรถตู้ตัดหน้า
ล้มแบบสวย ลงไปนอนอยู่ข้างฟุตบาท
ช่างที่เห็นช่วยเข็นมาที่ร้านแล้วถามว่า

ลุง ลุงไหวป่าว
ไหว ผมตอบ

ทุกครั้งที่ใส่มันคอยเตื่อน
ว่าถึงจะลุง ก็ยังไหว ลุงไหว

เมือปี 88 ผมนังรถทัวร์จากสิงคโปร์มาหาดใหญ่กับอาจารย์สมชัยแลัคณะ
ประมาณตี 1 รถพริควําสึ่ตลบในมาเลเซีย
กระดูกมือซ้ายหักและกระดูไห้ปลาร้าหัก
หมออินเทอรมาดูบอกไม่เป็นไร กินยาแก้ปวดเดียวก็หาย
ผมเจ็บและเหนือยมาก
บอกตัวเองว่าถ้าถึงหาดใหญ่จะนอนรรพักให้สบาย
ถึงหาดใหญ่นำท่วม
ผมไปรพ เขาว่าไม่หนักนอนรพไม่ได้
ผมถามไปนอนไหน
ไปนอนวัด
ผมนอนวัดเอารองเท้าเป็นหมอน
สองชั่วโมงไม่ไหวเลยเดินำปที่รพทหาร
เขาadmitทันที
ตอนเช้า มีพยาบาลสาว
มาดูแล
เธอยิ้ม ผมหายเจ็บทันที
เธอถามว่าเป็นอะไรยังไง
เธอก็จัดการเอาอาหาร เอายา เช็ดหน้า
เธอเห็นเสื้อผมขาดเธอก็ไปหามาให้จนได้
เธอยิ้มและวอกให้ดูแลตัวเอง
แล้วเธอก็กลับไปนั้งเขียนบันทึกที่โต๊ะ

งานจากใจมักจะมาพร้อมเรื่อง
ไม่ใช่แค่ตับไตใส่พุง
แต่อาจเป็นตับของลุงที่เสียลูกที่เยาววัย
เลยย้อมใจในวงเหล้า

หรืออาจเป็นไตจากความดันสูง
เพราะชีวิตที่ดันทุรัง ที่ต้องดั่งดน เพราะอยู่ตัวคนเดียว

หรือพุงของคนเหง่า ที่มีเพียงอาหารเป็นเพื่อน

เวลาคุณนั้งที่โต๊ะเขียนบันทึกคนไข้
หวังว่าโต๊ะคุณจะจำเรื่องราวจากใจ
เพราะคุณใส่ใจในสิ่งที่ทำ

Read Full Post »

ชายชรา มองหน้าชายหมุ่มที่กำลังไฟแรงค้นหาสัจธรรม สายนะ ถ้าสายมันตึงเกิน มันจะขาด

ถ้ามันหย่อนมันจะไม่สามารถผลิตเสียงเพลงที่ไพเราะ เสียงไพเราะสายต้องตึงพอ ไม่ตึงมากไม่หย่อนมาก

เรากลังอยู่ในสังคมที่มีความแตกแยกสูง polarization กลายเป็นปรากฎการณ์ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ในแวดวงการเมื่อง การศึกษา การปฎิบัติ มุมมอง ผมสังเกตุว่า บ่อยครั้ง รากของ polarization ดูเหมือนจะเป็นความคิดแนว linear logic  ซึ่งมีรากมาจากสมัยใหม่นิยม (modernity) เพราะ ใน linear logic ที่ได้เข้ามามีบทบาทมากในระบบการศึกษาของเรา มันมีทางออกแค่สองทาง ไม่ถูกก็ผิด ไม่ดีก็เลว ไม่ขาวก็ดำ มันคือขอบเขตุของเหตุผล ที่มักจะใช้กัน และบ่อยครั้งความจริงมักอยู่กลางๆ ทุกครั้งที่ผมได้ยินคำพูดแน่ extreme  ผมระวังเสมอ ไม่ใช่ไม่มีความเป็นไปได้แต่ มันน่าสงสัย วเพราะแนวคิดแบบนี้มักจะไม่สามารถ เก็บข้อปรีกย่อยที่ซับซ้อน ในอีกแง่มุมปรัชญาเอเซียมักจะเน้นการความสามารถที่จะยึกขั้วสองขั้วที่แย้งกัน โดยไม่ให้เป็นปฎิปักษ์

 

 

Read Full Post »

I felt caught in social space that I seem unable to move on. And this dream came to me. I was climbing a waterfall with a group of acquaintance. It was rather steep and hard to reach. But for some reason, we needed to get over this space for our survival. With the strength of the waterfall and the slippery slope, it was most challenging. And all of a sudden I noticed an object at the edge of a rock. I climbed up and noticed that it was a leg of a duck. When I looked up there was a sign that read “Find the most viable way out.” The duck leg was the symbol of going against the obstacle without strategies. Just head on. Hence in the end you have the mean of transport but you do not know where you are heading. The dream seems to suggest the need to look out for a possible and the best exit otherwise life will end up a path with no direction.

And then there was a second dream. A group of us were being attacked by local natives in a strange land. They were firing balls of fire at all of us. We were dodging the arrows. And then a thought came to me to cautiously ask them why they were attacking us. They informed us that they were afraid we were going to take their land. I said to them that I had no intention of taking the land. I turned to my group and asked if any one was interested in taking the land. And all answered in the negative. This was to the satisfaction of the natives and they let us go. Upon reflection, it occur to me that perhaps in life things happen due to a lot of misunderstanding. We attach each other because of our preconceived ideas. But a more important lesson from this dream is that one needs to be intentional about finding the most viable solution. And that solution exists if we were to explore enough enough.

Read Full Post »

Dream and Death

I had a very strange dream last night. I do not recall much at all but the emotion was really strong when I woke up. The incident leading was vague I only recalled being in a room. Half my body was resting on a metal table. And a guy was pointing a gun at my head which was tilted toward the table. And I knew he was going to pull the trigger. Initially I was calm and then realizing the impending doom, I screamed at the top of my lung. And then I woke up. Strangely I am currently teaching a course on care for the dying and bereaved where we discussed the meaning of good death. I thought to myself that while I have thought through the meaning and the event of death, my fundamental question is, when the time comes, will I have the courage to face or will I retreat in fear.

Read Full Post »

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในการต่อรองเรื่องอุดมการณ์ระหว่างทุนนิยมและคอมมิวนิส์ ประเทศไทยเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในหมู่ประเทศในเขตุเอเซียได้มีการตั้งคำถามและหาทางออกที่ไม่ติดอยู่กับสองอุดมการณ์นี้ซึ้งก็เป็นจุดเริ่มต้นของการหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ทางการเมื่องและการปกครองที่มีความเฉพาะต่อภูมิประเทศและวัฒนธรรม จึงได้มีการจัดประชุมหมู่ประเทศเอเซียและแอฟริกาในปี 1955 ที่ Bandung[1] การประชุมนี้อาจเรียกว่าเป็นจุดเริ่มของ Decoloniality การหลุดออกจากค่านิยมที่มาจากอาณานิคมทางวัฒนธรรม แต่ในที่สุด decolonization ไม่เกิด สหรัฐและระบบทุนนิยมได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาประเทศไทย สมัยจอมพลสฤษดิ์ เรามีแผนพัฒนาฉบับแรกโดย World Bank รวมถึงหน่วยงานต่างๆที่เข้ามามีบทบาทที่สำคัญเช่น Rockefeller,  Fulbright, Ford Foundation และอื่นๆ fast forward เรามี Quantum Fund ของนักเสรีนิยมประชาธิปไตรที่เหมือนเป็นชนวนวิกฤติต้มยำกุ้ง  ตามมาด้วย เสรีนิยมใหม่ ผ่าน IMF และเสรีนิยมใหม่ก็เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ภนวกกับความต้องการที่จะไปสู่มาตรฐานสากล การ deregulate และ privatize จนในที่สุดเราก็มาถึงจุดที่เรายื่นอยู่ในปัจจุบัน ความฝันของ decoloniality ที่สูญหาย และทางข้างหน้า เหมื่อนย้อนกลับไปสมัยสงครามเย็น เพียงแต่บริบทเปลี่ยนจาก cold war เป็น trade war ระหว่างตะวันตกและตะวันออก การเลือกตั้งครั้งนี้ เหมือนการวัดใจว่าคนไทยจะเลือกสร้างพันธมิตรกับจีนหรืออเมริกาและอียู เราคงต้องดูกันต่อไป

[1] (https://www.blackpast.org/global-african-history/perspectives-global-african-history/asian-african-bandung-conference-fact-and-fiction/)

 

 

Read Full Post »

Jefferson เชื่อว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ในสังคมเกษตกร เพราะเขาสามารถพึงพาตัวเขาเองได้ Jefferson ไม่เชื่อว่าสังคมอุตสาหกรรมจะสามารถสร้างประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง เพราะตราบใดที่เราต้องพึ่งพาจากภายนอกเราไม่สามารถที่จะมีอิสระที่แท้จริงได้ แต่น่าเสียดายสิ่งที่ Jefferson ฝันไว้ไม่ได้เกิด เศรษฐกิจพึ่งพาได้เติบใหญ่จนเกื่อบไม่มีอะไรหยุดยังได้ งานวิจัยจาก Princeton โดย Gilens และ Page ชี้ให้เห็นว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐอนุมัติก็เพื่อกลุ่มคนที่มีเงิน  เสียง 90% ของประชากรเกื่อบไม่มีผลอะไรทั้งสิ้นต่อนโยบาที่จะสามารถเอื้อพวกเขา

ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ที่คนอเมริกันไม่น้อยเห็นและเข้าใจถึงปัญหานี้ โดยเฉพาะปัญหานโยบายต่างประเทศ

ผมเคยไปคุยกับพระที่วัดแถว San Bernadino ท่านพูดให้ชวนคิด “สิ่งที่คนต้องการ ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็น ธรรมะธิปไตย” ผมไม่ทราบว่า Jefferson จะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

Read Full Post »

Older Posts »